การอุบัติในมิติใหม่ของพระพุทธองค์

article310.html

Bookmark and Share

ว่าด้วยคำทำนายเกี่ยวกับบ้านเมือง

เมื่อศตวรรษโลกจักได้เสื่อม พระศาสนา มีราชาองค์น้อยหายใจบ่ทั่วท้อง เข้ามาเชิดชู คนจักมรณาม้วน สูญพันธ์เมิดเผ่า พระเจ้าอุบัติเกิดขึ้นแล้ว เมืองนั้นเปลี่ยนแปลง เมืองเหนือหากสิขึ้น เมืองกลางหากปั่นป่วน ทาง ในเกิดเดือดร้อนหวังฆ่าแต่กัน ต่อจากพระวรรษา ๒๕๕๐ นี้ พระยาสิเริ่มใหญ่ เมืองนั้นกะสิ ได้เปลี่ยนแปลง มีขาวมีดำ สมกันเกิดโลกใหม่ ยุคศิวิไล พระสีส้มโยมสีเหลืองเมิดหมู่ โห่โห่ก้องขึ้นสู่สุวรรณภูมิ คงความเห็น ดั่งเดียวคำย้อง พุทธองค์ลงมาโปรด ดูราโลกใหม่ คนโฮมไหลหลั่งเต้า มาเผ้า (เฝ้า) ต่อพระองค์ จักกล่าวเรื่องไว้ให้พอเป็นสังเขป มีเสนาทั้งเจ็ดอยู่วังมาตุ้ม พระยามู แลมะตู วือว็อด อองค็อย องกา เสนา อ็องกุด 

(หลังจากพ้นกึ่งพุทธกาลไปแล้ว โลกเสื่อมโทรมลงมาก หมายถึงทุกๆด้านรวมทั้งจิตใจมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมก็เสื่อมโทรมด้วยการเบียดเบียนธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ได้คำนึงว่าธรรมชาติเป็นแม่บังเกิดเกล้า เกิดมาแล้วสร้างเทคโนโลยี่เอาชนะธรรมชาติ คิดว่าลูกต้องเก่งกว่าแม่ พากันลืมตัวเสมือนเป็นวัวลืมตีน มีความหลงผิดเป็นมิจฉาทิฐิ ส่วนพระพุทธศาสนาก็กระทบไปด้วย

จึงเกิดพระราชาองค์น้อย ขึ้นมาเชิดชูส่งเสริมพระพุทธศาสนา แต่ในช่วงระยะเวลานี้ ผู้คนจะล้มตายพากันสูญเผ่าพันธุ์มนุษย์ นั่นหมายถึงถูกธรรมชาติร่อนตะแกรงกรรมนำเอาคนที่มีเซลล์ในร่างกายสีดำ หรือจิตใจมืดบอดขาดศีลและธรรม ต้องตายไปสิ้น ไม่สามารถข้ามแดนไปสู่ยุคชาวศิวิไลซ์ได้  และพระพุทธเจ้าจะกลับมาอุบัติขึ้นใหม่ในมิติใหม่ในยุคชาวศิวิไลซ์นับแต่ พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป โดยอาศัยพระสรีระธาตุและหลักฐานต่างๆที่พระพุทธองค์ได้มาเตรียมไว้ด้วยพระองค์เอง เมื่อยังทรงมีพระชนมายุ 50 และ 57 พระพรรษา มาเป็นเครื่องหมาย

และพระองค์ได้ทรงโปรแกรมจิตใส่พลังงานแห่งความสำเร็จในคุณธรรมทั้งทางโลกและธรรม เอาไว้ให้แก่ลูกหลานในวัตถุธรรมต่างๆที่แปลคำปริศนาที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ให้เข้าใจ นั่นคือความหมายของพระเจ้าอุบัติเกิดขึ้นแล้ว บ้านเมืองสุวรรณภูมิก็จะเปลี่ยนแปลง เมืองเหนือขึ้น หมายถึงเจริญงอกงามด้วยรากฐานของผู้ที่มีจิตมั่นคงในศีลธรรม ตั้งอยู่บนนิจศีลนั่นเอง ส่วนภาคกลางประสบภาวะปั่นป่วนในทุกๆเรื่องแม้การรบราฆ่าฟันเอาชีวิตกัน

หลังจาก พ.ศ. 2550 พระยาธรรม ที่เกิดขึ้น ..นั่นคือหลวงพ่อภรังสี ลูกศิษย์ของหลวงปู่มหาโมคคัลลานะ เริ่มเป็นที่รู้จักของมหาชน ประเทศชาติซึ่งมีทั้งขาวและดำคือมีทั้งคนดีคนชั่วปะปนกัน ต้องเปลี่ยนแปลงตามภาวะการณ์ปรับเปลี่ยนย้ายแกนโลกของธรรมชาติ ที่จะเกิดขึ้นปลายปี 2555 เป็นต้นไป ผู้ที่ขาดนิจศีลรองรับจิตใจย่อมขาดภูมิคุ้มกัน จึงรอดได้ยาก ไปสู่ยุคชาวศิวิไลซ์ ซึ่งจะเหลือแต่พระภิกษุผู้ทรงคุณธรรมแท้หมายถึงสีส้ม ส่วนโยมสีเหลืองนั้นคือผู้ที่ตั้งอยู่บนนิจศีลหรือสีเหลืองด้วยน้ำใจเมตตา ซึ่งแทนด้วยคลื่นรังสีสีเหลืองอยู่กันเป็นหมู่เหล่า

พากันเฉลิมฉลองเทิดทูลพระพุทธศาสนาให้ก้องท้องธาราขึ้นทั่วทั้งแดนสุวรรณภูมิ เป็นธงชัยของชาวโลก ต่างมีคติธรรมประจำใจในสัมมาทิฐิกันทั่วหน้า อันหมายถึงพวกที่มีเซลล์สีดำในร่างกายไม่สามารถหลุดรอดจากตะแกรงกรรมมาได้นั่นเอง และพระพุทธองค์ก็ได้มาเปิดศาสนาพุทธในยุคใหม่มิติใหม่ขึ้นที่ วัดภูพะลานสูง มีผู้คนหลั่งไหลมากราบบูชามากมาย และยังมีเจ้าพระยาผู้สูงศักดิ์ต่างๆพากันมากราบไหว้เคารพบูชา ที่กล่าวไว้เพียงสังเขป คงมีรายละเอียดเกิดขึ้นอีกมาก ที่สาธุชนค่อยๆติดตามต่อไปในช่วงชีวิตของตนที่เหลืออยู่)

ว่าด้วยเรื่องการอัญเชิญและสงครามแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ

ประวัติศาสตร์การรบพุ่งแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ

เมืองพม่า จักได้กล่าวถึงพระอิศเรศหงสา ในคั้งพระวรรษาที่ ๑๓ อยู่ที่นั้นอีก ๑ ปี มีศึกมาต้าน จักปล้น เอาพระธาตุอีก เทวจักรฟ้าว(รีบ)รวมอิทธิฤทธิ์เหาะเหินข้ามนทีคงคา ดังเสมือนไปถงสิบสองปันนา งอยฝั่งเลย หยุดยั้งอยู่ก้ำฝั่งไทยครั้งเนาอยู่ฮั่น ๖ เดือน เตือนประชากรทั้งหลาย มาสร้างโพนเนาเจดีย์ไว้ แมงเงาเฝ้า เจดีย์ได้หลายโต ๙ หมู่ข้าปูทางไว้ ทางก้ำฝั่งไทย จักย้ายเข้าสู่มอญขาวชาวนครชื่นชมมาต้อน ขอมดำดิน จักถวายปราสาทให้ เป็นที่รองรับ เทวจักรนำพระองค์ตั้ง ถวายให้แก่ขอมจักได้ว่าขึ้นอยู่ ๑๖ ปี มีราชา หลายเมือง โห่กันมาแย่ง เทวจักรได้เหาะเหินขึ้นส่ง ลงกลางดงปราสาทกว้าง หวังซ่อนพุทธองค์

เทวยักษา ตนหนึ่งยังกะเลวต่อต้านหวังสู้บ่ถอย เทวจักรจึงได้อ่อยๆแถลงความเฮาบุญมา เถิงบ่ตอบขาบ สองตาบข้าง องค์เอกสัพพัญญู ข้างว้ายองค์อังคาร ข้างขวาพระสารีริกธาตุ อสูรเจ้าหลงมัวทำบาปใหญ่ หัวเข่าตั้งลง กราบไหว้พนม โอนอท่านมีชื่อนามใด๋ โปดอภัยขอถามเรื่องราวพายซ้อย นามกรข้ายักษาโตหนึ่ง เขาทอบ กระดูก ไว้ เขาให้ฮักษา เฮานี้ได้ชื่อว่าเทวจักร มือกำคอยักษ์ ฮูบทะยานขึ้นบนฟ้า เลยอัดเข้า ปายเจดีย์ ยอดแก้ว แล้วจึงเหาะดุ่งผ้าย ไปก้ำฝ่ายขอม สงครามได้ ตีเมืองแตกพ่าย แหวกประตูผ่าม้าง เขานั้นข่มขอม ขอมกะยอมเมิดแล้ว พระยาเมืองต้านใส่ ถามว่าไสพระบรมสารีริกธาตุ ของค้ำคูณเมืองที่อยู่เนานำเจ้า เฮาสิมาขอสู้ ตีเอาส่วนแบ่ง พระยาแนมพระเนตรขึ้น องค์เจ้าพระประธาน ราชาแย่งขึ้นแบก องค์พระธาตุอยู่นี้ ชิงได้กะสิถอย นี่คือสงครามแย่งพระธาตุ

(พระมหาเทวจักร ได้เข้ารับพระบรมสารีริกธาตุ กระดูกข้อพระหัตถ์ขวา และพระสรีรังคาร ได้ผ่านมาแวะพักที่เมืองหงสาวดี เป็นแห่งแรก และเจ้าผู้ครองนครหงศาฯได้ทูลขอพระบรมธาตุเอาไว้ 1 องค์ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระนอน เมืองร่างกุ้งในปัจจุบัน ต่อมาอีก 1 ปีมีการต่อสู้รบแย่งชิงพระบรมธาตุเกิดขึ้น  พระมหาเทวจักรจึงพาพระบรมธาตุเหาะข้ามแม่น้ำไปเมืองสิบสองปันนา ตอนเหนือของสุวรรณภูมิ อยู่ที่นั่นได้ 6 เดือนโดยพระมหาเทวจักรได้ชักชวนชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุเอาไว้กราบไหว้ มีแมลงป่องยักษ์ทั้ง 9 คอยเฝ้าอารักขา แล้วพระมหาเทวจักรก็ได้เดินทางต่อมาเข้าในเมืองเชียงราย ที่บ้านเชียงแสน

ที่นี่พระมมหาเทวจักรเปลี่ยนวิธีการโดยเชิญบรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายมาประชุมพร้อมกัน เป็นที่ตกลงกันว่าเมืองใดสร้างสถานที่รองรับพระบรมธาตุได้สมพระเกียรติเสร็จก่อนจะนำพระบรมธาตุไปมอบให้ที่เมืองนั้น เมื่อตกลงหลักการกันได้แล้ว ก็มีเจ้าเมืองขอมเสนอขึ้นว่า ปราสาทสถานที่ใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จมีอยู่พร้อมแล้วที่นครจำปาศรี ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดจึงไปตรวจเยี่ยมปราสาทนั้นพร้อมกัน และลงความเห็นว่าเป็นการสมควรที่จะนำพระบรมธาตุมาบรรจุเอาไว้ที่นี่ อยู่มาได้ 16 ปี ก็เกิดการรบพุ่งทำสงครามแย่งชิงพระบรมธาตุเกิดขึ้นอีก พระมหาเทวจักรจึงพาพระบรมธาตุเหาะหนีเข้าป่า ไปถึงเทวสถานเจดีย์ของพราหมณ์ไปพบเทวยักษ์ที่เฝ้าอารักขาสถานที่อยู่ที่นั่น เมื่อพระมหาเทวจักรบอกอานิสงส์แห่งบุญกุศลที่เทวยักษ์จะได้รับ จึงได้นำพระบรมธาตุบรรจุไว้ที่ส่วนยอดของพระเจดีย์ และอยู่ที่นั่นมา  2,500 กว่าปี โดยไม่มีมนุษย์ผู้ใดรู้เรื่องพระบรมธาตุของพระพุทธองค์บนยอดอีกเลย

นอกจากพระมหาเทวจักรได้สั่งการให้เทวยักษ์อารักขาพระบรมธาตุแล้ว ยังให้ออกตามหาพระยาธรรม ผู้ซึ่งจะมาจุติหลังกึ่งพุทธกาลให้อีกด้วย ท่านผู้นี้จะมารองรับพระพุทธศานต่อจาก ท่านพระมหาเทวจักรสร้างวัดขึ้นในแดนสุววรณภูมิ ที่ภูพลานสูงสืบพระศานาต่อไปจนครบ 5,000 ปี ส่งเสริมให้เกิดพระอริยเจ้า ที่อุดมไปด้วยอภิญญาฤทธิ์เช่นในต้นพุทธกาล อีก 700,000 รูป

 

ว่าด้วยเรื่องพระเทวจักรนิพพาน

เทวจักรนั่นหายใจลำบาก เล็งญาณสังสิยากต่อไป สงครามแย่งบ่อแม่นดินแดนหากแต่เป็นศรัทธาหลายเล็ง ดูแล้ว ใจหมายมั่นทุกข์คน จึงได้ขอบันดลให้สงครามแตกผ่าย แสนดีใจทุกก้ำ จากหั่นได้สงครามเงียบหนตนก็ได้ บำเพ็ญพระวัสสาจากลาสังขารสู่นิพพานหมดสิ้น

(เมื่อพระมหาเทวจักแก่เฒ่า ..หายใจลำบาก ได้ใช้ญาณทัสสนะ และสันตติตรวจสอบว่าการเกิดสงครามแย่งชิงกันนั้น เจ้าเมืองต่างๆไม่ได้มุ่งหวังมีอำนาจครองเมืองข้าศึกแต่อย่างใด เป้าหมายคือต้องการพระบรมธาตุ พระองค์ท่านจึงแผ่เมตตาให้เจ้าเมืองเหล่านั้นมาปรองดองกันแล้วแบ่งพระบรมธาตุไปบูชากันส่วนหนึ่ง ทุกฝ่ายก็ต่างปิติยินดี ดีใจเลิกรบราฆ่าฟันกัน แสดงให้เห็นว่าเจ้าเมืองเหล่านี้ยังเป็นผู้มีปัญญาและคุณธรรมพอสมควร จึงได้พูดกันรู้เรื่องดี เรื่องจึงจบลงด้วยความสันติ พระมหาเทวจักรจึงได้เฝ้ารักษาจิตตนอยู่บน 'ทาง' เข้าสู่นิพพานในที่สุด   

ว่าด้วยผูกพระโมคคัลานะ

โมคคัลลานะด้นนำตนสืบต่อพระวัสสาสู่มื้อสังสิส่วยแต่กะ ยัง พุทธองค์ทรงสานต่อได้ถึงเกือบ หกร้อยพระวัสสา เกือบซาวพันปีต่อไปภายหน้า ไผผู้เล็งเห็นแล้วให้จุบเอาให้มันทั่วอิติ เกิดขึ้นแล้วจุบให้ฮุ่งเจริญ ในศตวรรษสองพัน

(หลวงปู่มหาโมคคัลลานะ พระมหาสาวกเบื้องซ้าย ได้ทรงช่วยสืบต่อพระพุทธศาสนามาต่อเนื่อง หลังจากพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้วอีก 600 ปี และยังมีภารกิจช่วยสืบต่อพระศาสนาอีกช่วงหนึ่งภายหลังที่พระพุทธองค์มาอุบัติครั้งใหม่หลังกึ่งพุทธกาล โดยหลวงปู่มาคอยหลวงพ่อภรังสี ที่บวชเป็นภิกษุยังไม่ครบ 10 พรรษา ซึ่งหลวงปู่ใหญ่ก็ได้เฝ้าคอยเวลาอยู่ที่เมืองบาดาล จนหลวงพ่อภรังสีบวชได้ครบ 10 พรรษา แล้วจึงได้ให้พบ และรับเป็นศิษย์ช่วยกันสืบต่ออายุพระศาสนา ที่มากด้วยอภิญญาฤทธิ์ และเป็นภารหน้าที่โดยตรงของหลวงปู่ใหญ่ในฐานะพระอริยะสาวกเบื้องซ้ายผู้รุ่งเรืองด้วยอภิญญา 6 มาช่วยเพาะเชื้อเหล่าพระสาวกรุ่นใหม่ ในยุคชาวศิวิไลซ์ หลังจาก พ.ศ. 2550 นี้เป็นต้นไปให้ศาสนาเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่ง เกิดพระอริยะเจ้ารุ่นใหม่อีก 700,000 รูป คล้ายในคราวต้นพุทธกาลโดยมีพระสรีระธาตุต่างๆของพระพุทธองค์มาเป็นองค์ประธานฟื้นฟูพระศาสนาขึ้นใหม่ไปตลอด 5,000 ปี จวบสิ้นพระศาสนาของพระพุทธองค์สมณโคดม   


จบคำแปลพระคัมภีร์

พญานาคถวายเครื่องบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

ในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๘ (ตรงกับวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ ปีระกา) พญานาคนามว่า ท้าวศรีสุทโธ ได้นำลูกแก้วมาถวายหลวงพ่อภรังสี เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน ๕ ลูก และ ท้าวศรีสุริยะเทพอินทร อดีตเจ้าเมืองพนมรุ้ง ได้นำลูกแก้วมาบูชาพระบรมสารีริกธาตุ อีก ๒ ลูก เป็นเหตุให้ได้ทราบว่าแม้แต่ พญานาค และภพภูมิอื่น ๆ ก็มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

(แก้วรัตนของเหล่าพญานาคาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง เป็นสิ่งศักดิ์และให้แสงส่องสว่างทั่วเมืองบาดาล ให้แก่เหล่านาคาทั้งหลายที่รักการบำเพ็ญเพียรเช่นท้าวศรีสุทโธนาคราช ผู้ปกครองนาคทั้งหลายในฝั่งแผ่นดินไทย แก้วรัตนเหล่านี้ จึงมีคุณค่าทั้งในด้านโลกียะทรัพย์ และด้านโลกุตระทรัพย์เบื้องต้น ที่เหล่าลูกหลานมนุษย์ที่เข้าใจและศรัทธา ขอความช่วยเหลือจากพลังงานที่ท่านนาคราชศรีสุทโธบรรจุเอาไว้ได้ และแบ่งบุญกุศลระลึกถึงท่านเพื่อส่งเสริมเพิ่มบุญบารมีซึ่งกันและกันฉันพี่ฉันน้องผู้มุ่งพระนิพพานด้วยกัน

สำหรับคุณทางด้านโลกุตระเบื้องต้นนั้น สามารถต่อเชื่อมพลังงานส่วนนี้เข้าไปประหารหรือลด โลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้นแก่จิตของตนให้บรรเทาเบาบางลงได้ ให้มีจิตเหมาะควรในการเจริญธรรมให้เข้าถึง 'ทาง' ของตน ได้สะดวกยิ่งขึ้น พลังงานคุณงามความดีที่องค์นาคราชบรรจุพลังงานเอาไว้นั้น สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่เซิร์บเวอร์ของทุกๆท่านได้อย่างฉับพลัน และเกิดผลทันทีด้วยคลื่นพลังงานสูงส่วนหนึ่ง ที่มากกว่าคลื่นพลังงานความถี่สู'ของกิเลสต่างๆที่ปรากฏ

ส่วนอนุศัยกิเลสต้องการพลังงานที่มีคลื่นความถี่สูงยิ่งขึ้น เพื่อใช้เผาผลาญหรือสเทินพลังงานตกค้างหรืออนุศัยกิเลสให้สิ้นไป ต้องใช้พลังงานคลื่นความถี่สูงจากการดำรงค์จจิตอยู่ในองค์มรรค โดยมีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นอุปกรณ์คอยประคับประคองให้จิตของตนไม่พลาดตกไปจากทางนั่นเอง ทีนี้เป็นเรื่องตนเป็นที่พึ่งแห่งตนอย่างแท้จริงหรือมิฉะนั้นก็ต้องไปค้างอยู่ที่สวรรค์หลังจากจุติครั้งนี้ไปรอ ยุคพระศรีอริยะเมตไตรย์โน่น   

แก้วพญานาค

แก้วพญานาคแปล่งรัศมี

การเตรียมงานล่วงหน้า เพื่อการอุบัติอีกครั้งของพระพุทธองค์ ในยุคหลังกึ่งพุทธกาล หรือ พ.ศ. 2550 ในมิติใหม่ครั้งนี้ ได้เกิดขึ้นหลังจากได้ทรงตรัสรู้ และได้เผยแผ่พระศานาในชมภูทวีปมาได้ 16 พระพรรษานั้น พระพุทธองค์ได้เห็นจากพระสัพพัญญุตตญาณว่า ศาสนาของพระองค์จะรุ่งเรืองอยู่ในชมภูทวีปอีกไม่นาน จึงได้เสด็จมายังดินแดนสุวรรณภูมิพร้อมพระมหาสาวกอีกหลายพระองค์ มีพระมหากัสสปะ พระอานนท์ หลวงปู่มหาโมคคัลลานะ หลวงปู่สิวลี พระมหากัจจายนะเป็นต้น โดยเสด็จมาครั้งแรกที่เขตภูพะลานสูง ป่าดงดิบมีหลวงปู่มหาเทวจักร กิตติโก ประธานสงฆ์แห่งสุวรรณภูมิเป็นองค์ต้อนรับ 

ที่ภูนี้เป็นส่วนหนึ่งหรือกลีบหนึ่งของภูเขาผสมรูปทรงกลม คล้ายดอกเดซี่เมื่อมองจากอากาศเบื้องบนลงมา มีรัศมีดอกประมาณ 7 กิโลเมตร ภูพะลานสูงอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 380 เมตรอยู่ต่ำลงมาจากส่วนยอดภูประมาณ 40 เมตร ลองแวะชมวิวทิวทัศน์กันเลยดีกว่า....

http://maps.google.co.th/maps? หากท่านได้เข้าชมแผนที่ภูมิประเทศแล้ว ที่ภูเขาชายแดนลูกลักษณะพิเศษเพียงแห่งเดียวในบริเวณนี้ มองไปทางด้านทิศเหนือ ใกล้ๆเชิงเขาที่ไต่ระดับขึ้นมาบนภู จะเป็นตัวอำเภอนาจะหลวย ที่มีผังเมืองค่อนข้างใหม่ทันสมัยนั่นเอง ไกลออกไปทางด้านขวามือจะเห็นอ่างเก็บน้ำลำโดมน้อยขนาดหลายตารางกิโลเมตร ทอดยาวเรียบขนานไปกับแนวชายแดนไทย-ลาวทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ราบต่ำ ที่อาจมีภัยอันตรายในอนาคต เมื่อน้ำทะเลประสบคลื่นเมกะสึนามิ ในช่วงระหว่างเปลือกโลกมีการปรับสมดุล หลังจากโลกย้ายแกนแม่เหล็ก หลังจากช่วงปลายปี 2555 อาจเกิดขึ้นในช่วง 14 ก.พ. 2556 ตามการคิดคำนวณของนักดาราศาสตร์

ส่วนทางด้านทิศใต้ก็เป็นฉากหลังของภูเขาลูกนี้ที่อยู่สูงขึ้นไปอีก 40-50 เมตร ต่อเนื่องติดกับเทือกเขาที่กั้นแบ่งเขตชายแดนไทย-ลาว และกับประเทศเขมรทางตอนใต้ของจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ภูมิอากาศในส่วนนี้ร่มเย็นร่มรื่น มีป่าไม้เป็นแหล่งผลิตออกซิเจน และลดอุณหภูมิของอากาศใกล้เคียงในบริเวณนี้ลง ต่อการที่ต้นไม้นำความร้อนแฝงจำนวนมากไปช่วยการคลายน้ำที่ใบ  และยังมีบริเวณที่ระบุไว้ในผูกสมบัติของพระคัมภีร์โบราณบอกไว้อีกว่า ที่บริเวณทางขึ้นพะลานสูงมีทองคำอยู่ถึง 7 เกวียน แสดงว่าคนโบราณหาทองคำจากดินแดนสุวรรณภูมิ หุงสกัดเก็บเอาไว้ใต้แผ่นดินรอไว้สำหรับลูกหลานในอนาคต นำมาเพื่อสร้างคุณประโยชน์และเปลี่ยนเป็นอริยทรัพย์ อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่จัดเตรียมทองคำเหล่านี้เอาไว้ ให้ใช้ต่อบุญกับพระสมณโคดม ที่จะมาอุบัติขึ้นใหม่ในยุคหลังกึ่งพุทธกาล ร่วมกับบรรดาลูกหลานนั่นเอง นับว่าบรรพบุรุษชาวสุวรรณภูมิมีสายตายาวไกล หรือมีญาณพิเศษทราบว่าจะมาร่วมเผยแผ่ศาสนาร่วมกับพระพุทธองค์ให้รุ่งเรืองเหลืองอร่ามแพรวพราว ด้วยรัศมีของทองคำ เป็นที่ชื่นชอบทั้งมนุษย์และเทวดาสรรพสัตว์ทั่วทั้ง 3 โลก ที่มาสักการะบูชาพระพุทธองค์  

อ่างเก็บน้ำข้างวัดพะลานสูง

ส่วนทางด้านกายภาพของผิวพื้นดินทั่วไป ในจังหวัดอุบลราชธานี และภาคอิสานเมื่อเทียบเคียงโดยอาศัยภาพถ่ายทางอากาศเพียงอย่างเดียว กับแผนภูมิของเกาะทาสมาเนียทางด้านทิศใต้ของทวีปออสเตรเลียแล้ว จะเห็นชัดเจนว่าแผ่นดินของไทยเป็นแผ่นดินทองอย่างแท้จริงที่ให้ทุกๆอย่างแก่การดำรงค์ชีวิตอย่างเรียบง่าย  ยังขาดแต่การดูแลเอาใจใส่แม่พระธรณี ตามรอยพระบาทของพ่อหลวงของชาวไทย เพิ่มเข้าไปภายในระยะเพียงไม่กี่ปี ก็จะเป็นทำเลที่ร่มเย็นอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารการบริโภคนาๆชนิด พร้อมกับใช้ผลิตพืชเศรษฐกิจที่สามารถนำผลผลิตไปผลิตสินค้ามีมารตฐาน คุณภาพสูงของโลกได้อีกด้วย เช่นยางพารา และปาล์ม  ส่วนแหล่งน้ำสำรองให้มีใช้พอเพียงแต่ละปี พ่อหลวงของชาวไทยได้ทรงทำการวิจัยและมีผลงานต้นแบบที่เห็นชัดเจนอยู่แล้ว และประชาชนร่วมกันเป็นสหกรณ์สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ชุมชนของตนได้อย่างดี และสามารถร่วมกันลงทุนพัฒนาพื้นที่ร่วมกันอย่างไม่ซับซ้อนและประหยัด

รอยพระพุทธบาท ที่ทรงประทับไว้ตอนเสด็จที่นี่ครั้งแรก ก่อน พ.ศ.1  30 ปี

ในพรรษาที่ 16 ของพระพุทธองค์  ขณะนั้นมีพระชนมายุ 50 พระพรรษา ได้ทรงเสด็จมาที่ภูพะลานสูง ป่าดงดิบ บนดินแดนสุวรรรณ ภูมิ อยู่ใกล้ชายแดนด้านทิศใต้ของจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน

  1. ทรงให้พระอานนท์จัดเตรียมดิน และส่วนผสมพิเศษอีก 3 ชนิดมาจากชมภูทวีป สำหรับใช้ผสมปูลาดบนพลาญหิน แล้วทรงทำประทักษิณ 3 รอบต่อบริเวณที่จะประทับรอยพระพุทธบาทข้างขวาลงบนดินพิเศษนั้น พร้อมกับโปรแกรมจิตใส่พลังงานเอาไว้ให้ลูกหลานภายหลังได้ไขปริศนา
  2. ทรงเสด็จไปที่หน้าผาหิน ทรงลูบและประทับรอยพระหัตถ์ด้านซ้าย 1 ที่ และถัดไปอีก 2 ก้าว ได้ลูบและประทับรอยพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้างลงไว้ผนผาหิน พร้อมด้วยการ ภาวนา 'ขอให้สำเร็จ' โปรแกรมพลังงงานจิตลงไว้ในรอยพระหัตถ์ตลอดไปจนครบ 5,000 ปี
  3. ทรงปลูกต้นเหนี่ยง ที่นำมาจากชมภูทวีปเอาไว้ที่หน้าถ้ำมังกร เป็นต้นไม้ชนิดเดียวต้นเดียวบนภูแห่งนี้เป็นสัญญลักษณ์แห่งความร่มเย็น
  4. ทรงเสด็จไปบ่อ น้ำบุ้น ทรงตรัสให้พระอานนท์และหลวงปู่สิวลี ยกก้อนหินออก เปิดใช้งานน้ำจากบาดาล ทรงสรงน้ำ และพญานาคกรรมมหาฤทธิ์ และท่านท้าวศรีสุทโธ ตามสายน้ำมากราบถวายบังคมและสนทนาด้วย 
  5. ทรงเสด็จไปที่บริเวณ 'หน้าผาลายแทง มหาสมบัติของหลวงปู่สิวลี'
  6. ทรงใช้ถ้ำพระสาวก เทศนาธรรมให้แก่พระมหาเทวจักรครั้งแรก ได้บรรลุโสดาปฏิผล 

หลวงพ่อภรังสี ได้เคยนิมิตเห็นรอยเท้าใหญ่ปรากฏที่วัดภูพะลานสูง เมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ไม่ได้สนใจติดตามนิมิตนั้น จนกระทั่งได้ค้นคว้าจากบันทึกในพระคัมภีร์โบราณซึ่งมีรูปรอยพระพุทธบาทปรากฏอยู่ด้วย จึงทำให้หลวงพ่อฯได้ทราบว่าที่ภูพะลานสูงนี้ มีรอยพระพุทธบาทซ่อนเร้นอยู่มาเป็นพันๆ ปี จึงทำการค้นคว้าหาตำแหน่งที่แน่ชัด จนได้ทราบ ได้บอกกับญาติโยมว่ารอยพุทธบาทอยู่ใกล้ ๆ กับน้ำบุ้น และได้เตรียมการที่จะเปิดรอยพระพุทธบาท สู่สายตาชาวโลก ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ (กำหนดเดิม)

คณะศิษยานุศิษย์ จึงได้เฝ้ารอวันเวลาที่จะได้เห็น รอยพระพุทธบาท จนกระทั่งตอนดึกของคืนวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ เวลา ๒๓.๐๐ น. หลวงพ่อได้เรียก ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด เป็นพระภิกษุ ๕ รูป และฆราวาส อีก ๓ คน ประกอบไปด้วย พระอาจารย์ประมวล เตชปญฺโญ พระเสาร์ สุธมฺโม พระพรชัย วิสุทฺโธ พระศรชัย สติสมฺปนฺโน อาจารย์น้อย แก้วคำ(น้องชายของหลวงพ่อ) คุณพรหมา คลายศรี (สท.ต.เมืองเดช) และคุณปัญญา อุจฉกรรณ์ เดินทางขึ้นสู่น้ำบุ้น ซึ่งห่างจากวัดภูพะลานสูงไปทางใต้ประมาณ ๓ กิโลเมตร

พอไปถึงหลวงพ่อก็ได้นั่งสวดคาถา ที่ปรากฏในพระคัมภีร์โบราณเพื่อเปิดรอยพระพุทธบาท พอสวดเสร็จก็ปรากฏว่ามีลำแสงมีลักษณะเหมือนดาวตกพุ่งลงมาที่พื้น ห่างจากจุดที่ หลวงพ่อฯนั่งไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑๐ เมตร สถานที่ดาวตกนั้นปรากฏว่ามีละอองควันสีขาวพวยพุ่งออกมา คณะลูกศิษย์จึงได้พากันไปดูสถานที่ตรงนั้น พิจารณาเห็นเป็นรากหญ้ารากไม้หนาประมาณเท่าผืนกระสอบป่านปกคลุมอยู่ในบริเวณกว้างประมาณหนึ่งตารางวา จึงได้ช่วยกันดึงรากหญ้านั้นออก (พรหมเทวดาผู้ทรงอืทฤทธิ์ได้แสดงให้ประจักษ์แก่คณะผู้ค้นพบรอยพระพุทธบาท และได้บรรจุอิทธิฤทธิ์พร้อมโชคลาภให้แก่ ผู้ศรัทธาได้มากราบไหว้ขอพร ให้สำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม ตามความประสงค์ของท่านผู้นั้น ตั้งใจจะต่อเชื่อมพลังงานชนิดใดเข้าสู่เซิร์เวอร์ของตนเอง) 

ทุกสายตาต่างตกตะลึงเพราะสิ่งที่อยู่ ณ เบื้องหน้านั้น เป็นรอยพุทธบาทสีขาวบริสุทธิ์ มีลักษณะคล้ายดอกบัวมีลักษณะเป็นวงรี ๆ โดยมีกลีบบัวอยู่รอบๆนับได้ ๑๗ กลีบ (น่าจะหมายถึงเวลาพรรษาของพระพุทธองค์) อยู่ติดกับก้อนหินสูงขึ้นมาประมาณ ๕ นิ้ว ในรอยพุทธบาทนั้นสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อน ทั้งๆ ที่อยู่ใต้รากหญ้า พอเปิดออกมาถูกอากาศก็มีปฏิกิริยามีคล้ายๆ น้ำเดือด เมื่อได้พบแล้วคณะลูกศิษย์ก็พากันทำความสะอาดรอบๆ บริเวณรอยนั้น       

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือ เมื่อค้นพบทีแรก รอยพระพุทธบาทนี้มีลักษณะคล้ายดอกบัวกลมๆ นิ่ม พอทำความสะอาดเสร็จหลวงพ่อได้เอาศอกไปวัดดูรอยนั้น ปรากฏว่ารอยนั้นค่อยๆขยายออกจนวัดได้ศอกหนึ่งพอดี และสีผิวรอยพระพุทธบาทนั้นเดิมที เป็นสีขาวบริสุทธิ์ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและดำเข้ม ลักษณะที่อ่อนนิ่มนั้นได้แข็งตัวขึ้น รอยพระพุทธบาทนี้วัดความยาวได้ ๔๙ เซนติเมตร กว้าง ๙ นิ้ว มีลักษณะเรียบเสมอ เป็นรอยพระพุทธบาทข้างขวา จากนั้นหลวงพ่อก็ได้นำอิฐมาล้อมรอยพระพุทธบาทนั้นไว้ แล้วพาคณะจุดเทียนบูชาประกอบพิธีไหว้พระสวด บทสรรเสริญพุทธคุณ และได้วางผ้าไตรจีวรทับรอยพระพุทธบาทนั้นไว้ ๓ ไตร เสร็จแล้วได้เดินทางกลับมายังวัด รุ่งเช้าจึงได้พาญาติโยมขึ้นไปทำความสะอาด ก่ออิฐถือปูนรอบ ๆ รอยพระพุทธบาท กางเต้นท์ ครอบรอยพระพุทธบาทไว้  พุทธศาสนิกชนที่ได้ทราบข่าวก็พาหลั่งไหลขึ้นไปกราบไหว้ กันอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าการเดินทางขึ้นไปนั้นจะลำบากสักเพียงใดก็ตาม 

(คณะของหลวงพ่อภรังสีทุกท่านนับว่ามีโชคมหาศาล ที่ได้สัมผัส ความมหัศจรรย์หลายๆประการ ต่อการค้นพบรอยพระพุทธบาทในค่ำคืนวันนั้น นับเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่ได้ไปกราบที่พระบาทเป็นอย่างใหญ่หลวง ที่พระพุทธองค์ทรงมีปฏิสันฐานด้วย พระมหาเมตตาอันมิอาจประมาณ เป็นขวัญกำลังใจให้แก่การปฏิบัติธรรม ให้บรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็วต่อไป)

 

รอยพระพุทธบาทเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

ประวัติความเป็นมาของรอยพระพุทธบาท

หลังจากที่หลวงพ่อภรังสีได้รับคัมภีร์ที่เทวดานำมาถวาย และได้เห็นรูปรอยพระพุทธบาท หลวงพ่อภรังสี ได้ ศึกษาประวัติความเป็นมาอย่างละเอียด จึงทำให้ได้ทราบว่า รอยพระพุทธบาทนี้ เป็นรอยพระบาทที่มีขนาดเท่า พระบาทจริง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับรอยนี้ไว้ในคราวที่พระองค์ทรงมีพระชนม์ มายุ ๕๐ พรรษา พระพุทธองค์ได้ทรงเสด็จมาที่ตรงนี้ภูพะลานสูงในป่าดงดิบ ที่ยังไร้ผู้คนมาอยู่อาศัย โดยมีพระมหากัสสปะเถระ พระสิวลี พระอานนท์ เป็นผู้ติดตาม

  • เพื่อจะแสดงธรรมโปรดพระเทวจักร ผู้เป็นประธานสงฆ์ที่สุวรรณภูมิประเทศนี้ เพราะทรงทราบด้วย พระสัพพัญญุตตญาณว่าต่อไปภายภาคหน้า พระเทวจักรจะเป็นผู้รองรับพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ เมื่อได้ฟังธรรมครั้งแรกแล้วพระเทวจักรได้บรรลุพระโสดาปฏิผล และพระพุทธองค์ทรงเสด็จย้อนกลับมาที่ภูพะลานสูงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสด็จมาทรงตัดพระนขาทั้ง 10 นิ้ว ที่ยอดเขาลำโดมใหญ่ สกลนครเมื่อทรงมีพระชนมายุ 57 พระพรรษา และได้สร้างพระพุทธรูปทองคำ หน้าตักกว้าง 2.9 เมตร บรรจุพระนขาธาตุ แล้วจึงเสด็จมาโปรดพระมหาเทวจักรที่ภูพะลานสูงเพื่อเทศนาครั้งที่ 2 พระมหาเทวจักรบรรลุมรรคผลนิพพานในคราวนั้น  เสร็จแล้วจึงเสด็จไปโปรดพญานาคที่เมืองบาดาลพร้อมด้วยหลวงปู่มหาโมคคัลลานะและหลวงปู่พระสิวลีแล้วเสด็จกลับกรุงสาวัตถี (ถ้าท่านสังเกตพระพุทธองค์จะทรงใช้สถานที่เดิมที่อุดมด้วยพลังงานที่เอื้อและเกื้อกูลต่อการบรรลบุธรรมให้แก่พระมหาเทวจักรในที่เดียวกัน)
  • สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมได้แก่ บริเวณถ้ำพระสาวกในปัจจุบัน ภูพะลานสูงจึงเป็นดินแดนของพระอริยเจ้ามาตั้งแต่ครั้งอดีต เมื่อครั้งแสดงธรรมโปรดพระเทวจักร ดังนั้นพลังงานแห่งการบรรลุธรรมจึงมีอยู่ ณ ที่นั้นอย่างบริบูรณ์ที่บรรดาลูกหลานสามารถขอเชื่อมโยงบุญบารมีสนับสนุนการปฏิบัติธรรมของตน ให้ดำรงค์อยู่บนองค์มรรคได้บริบูรณ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น  แล้วจึงทรงเสด็จไปประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ที่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้เพราะทรงทราบว่า ในอนาคตต่อไปในภายภาคหน้ากึ่งพุทธกาล พระพุทธศาสนาจะมาเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบถิ่นนี้ จักมีผู้มีบุญบารมีมาค้นพบและประกาศศาสนธรรมของพระองค์
  • จึงได้ประทับรอยนี้ไว้เพื่อให้ชนผู้เกิดมาในภายหลังได้ทราบว่า ดินแดนแห่งนี้พระพุทธองค์เคยเสด็จมาด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ลักษณะการประทับรอยนั้น ไม่ได้ประทับลงกับแผ่นหินของภูเขาลูกนี้ หากแต่พระองค์ทรงรับสั่งให้พระสิวลีนำดินมาจากประเทศอินเดีย และจัดหาแร่ ๓ ชนิด แล้วนำมาผสมกัน แล้ววางไว้บนแผ่นหิน จากนั้นพระพุทธองค์ก็เดินประทักษิณเวียนรอบ ๓ ครั้ง แล้วทรงประทับรอยไว้ ทรงตรัสว่า แม้เราตถาคตจะปรินิพพานแล้ว แต่เรายังไม่ได้ทอดทิ้งสาวกไปไหน บุญบารมีของเราจะมาอุบัติเกิดขึ้น ณ ที่ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ในกึ่งศาสนายุกาล ๒๕๕๐ พร้อมทั้งทรงบรรจุพลังงานด้วยโปรแกรมจิตเอาไว้ในที่สัญญลักษณ์ต่างๆของพระองค์ท่าน เพื่อช่วยเหลือลูกหลานที่เข้าใจถอดปริศนาธรรม ที่ทรงตั้งพระทัยทำเอาไว้อย่างบริบูรณ์ ให้ต่อเชื่อมพลังงานแห่งบุญกุศล ที่ทรงได้บำเพ็ญเอาไว้อย่างยิ่งยวดทรงแลกมาด้วยชีวิต ที่ใช้เวลายาวนานนัก และบุญกุศลทั้งหมดพระพุทธองค์ก็ยังคงทิ้งไว้ในจักรวาล มิได้นำไปใช้ในสภาวะนิพพานแต่อย่างใด
  • ลูกหลานที่กำลังปฏิบัติธรรมดุจแท่งเหล็กน้อยๆที่มีแม่เหล็กแท่งใหญ่ที่ทรงพลังงานมหาศาล คอยประคับประคองมิให้พลาดจาก 'ทาง' ในการดำรงค์ไว้บนมรรคผลนิพพาน ได้ตรงทางอยู่ตรงกลางอย่างปลอดโปร่ง จนสุดทางมรรคผลโดยเร็ว
  • หลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จลงสู่บาดาลนครเพื่อแสดงธรรมโปรดพญานาคสืบต่อไป
  • ปี ๒๕๕๐ จึงถือว่าเป็นปีอันเป็นมหามงคล ซึ่งในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า โลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคชาวศิวิไลย์ การเสด็จอุบัติเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ว่า พระองค์จะมีพระชนม์ชีพคืนมาใหม่ แต่การอุบัติเกิดขึ้นอีกครั้งของพระพุทธเจ้านี้ หมายถึงการที่พระพุทธสรีระของพระองค์ได้มาปรากฏเกิดขึ้นทุกๆ ส่วน ที่วัดภูพะลานสูงนี้ ก็พระพุทธสรีระทุกส่วนได้มารวมกัน ดังนี้
  1. พระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์เบื้องขวา คือ กระดูกข้อมือ
  2. พระสรีรังคาร คือ ทุก ๆส่วนรวมกัน
  3. พระโลหิตธาตุ คือ เลือด
  4. พระทันตธาตุ คือ ฟัน
  5. พระนขาธาตุ คือ เล็บ
  6. พระพุทธบาท คือ รอยเท้า
  7. รอยพระหัตถ์ภาพนูนต่ำ บนผาหิน 

         จึงถือว่าพุทธสรีระของพระองค์ ได้มารวมกันอย่างบริบูรณ์ เพื่อความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา พระพุทธสรีระเหล่านี้ก็จะแผ่บารมี ให้กับผู้ที่มากราบไหว้ด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธา ก็เหมือนกับพระองค์มาเสด็จอุบัติเกิดขึ้น เพื่อเผยแผ่พระศาสนาอีกครั้งนั่นเอง การที่รอยพระพุทธบาทปรากฏในช่วงก่อน ปี ๒๕๕๐ นี้ เพราะเมื่อนับเลข ปลายของ พ.ศ. แล้ว ก็จะเท่ากับพระชนมายุของพระพุทธเจ้า ที่ทรงมาประทับรอยนี้ไว้ คือ ๕๐ ปี ก่อนจะปรินิพพาน ๓๐ ปี เมื่อนับรวมกันแล้วก็จะได้ ๒๕๘๐ ปี ถ้านับเฉพาะเลขหลังก็จะเท่ากับพระชนมายุ ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก จึงนับว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เวียนกันมาบรรจบอย่างพอเหมาะพอดี อันเป็นมหามงคลยิ่งสำหรับชาวไทยบนดินแดนสุวรรณภูมินี้ 

 

ส่วนมนุษย์ในยุคใหม่ที่ดีเอ็นเอเปลี่ยนไป หลังจากโลกย้ายแกนใหม่แล้ว และสุริยะจักรวาลพร้อมกับโลก ได้สลับจากกาแลกซี่ทางช้างเผือก เคลื่อนไปสู่แรงดึงดูดของ กาแลกซี่ไตรแองกุลัม ทางทิศตะวันออก ของยุคชาวศิวิไลซ์ ซึ่งเน้นความดี มีศีลธรรม แทนสังคมเงินทอง ซึ่ง หลวงปู่ประเสริฐ อวยชัยให้พรให้ลูกหลานปัจจุบัน พยายามนำพาชีวิตอยู่ไปให้ถึงยุคใหม่ให้ได้...

http://www.ainews1.com/modules.php?name=Web_Board&file=view&No=215

'ปี 2555 เมืองไทยจะเกิดวิกฤติ จนถึงขั้นอาจตกต่ำลงไป'  ซึ่งพ่อเจ้าราชครูโพนสะเม็กกล่าวเตือนลูกหลานเอาไว้   http://ainews1.com/article311.html                                                                                       ย้อนกลับหน้าเดิม

 

สำหรับท่านที่ไม่ ประมาทเข้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานแล้วนั้น...ด้วยสัญชาติญาณของ สัตว์โลกย่อมหาหนทางนำชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง หากท่านที่อยู่ในกลุ่มนี้ ก็ลองหาความรู้ต่อไปอีกให้ทะลุเป้าหมาย  ว่าแล้วเราจะจัดการเตรียมการณ์ล่วงหน้าให้แก่ตัวเราและครอบครัวได้อย่างไร บ้าง   จะมีเครื่องทุ่นแรงในปัจจุบันอย่างใดบ้างที่จะช่วยเหลือเราให้คล่องตัวอย่าง ทันเวลา ลองแวะที่ลิงค์นี้.  http://www.ainews1.com/article36.html

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share